ล่องไพรที่เขาหลัก
สมัยมัธยมต้น มีเพื่อนคนหนึ่งเขาให้ฟังถึง “เขาหลัก” เป็นอีกที่หนึ่งที่นักเดินป่าตัวยงต้องไปพิชิตให้ได้ เขาหลักเป็นรอยต่อระหว่างตรังกับพัทลุง คนเมื่อก่อนเดินข้ามเขาไปหากินในถิ่นอื่น เพื่อนผมบอกว่า เมื่อเดินเข้าไปในป่าลึกตรงใจกลาง มีภูเขาหินและหน้าผาอันสูงชัน มีทางเดียวคือต้องปีน นักแสวงหายาวิเศษหรือสุดยอดสมุนไพร ไม่พบในถิ่นอื่นต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้หลายศพ เป็นไข้ป่าบ้างถูกสัตว์ทำร้าย หากปีนขึ้นไปถึงด้านบนจะเป็นแอ่งน้ำ ล้อมรอบกองหินที่อยู่กลาง ที่กองหินกลางน้ำนี่แหละคือแหล่งยาวิเศษ มันขึ้นเฉพาะที่นี่เท่านั้น แต่หากไม่ตกเขาตายเสียก่อน ขากลับคุณจะได้พบกับพระธาตุไร้เงา คือพระอาทิตย์ขึ้นก็ยังไม่เห็นเงาแม้ที่นิดเดียว
นี่คือเรื่องเล่านะครับ ความจริงป่าเขาหลักในปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของ อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า เป็นป่าดิบชื้น มีธรรมชาติและน้ำตกที่สวยงาม แม้ว่าที่แห่งนี้จะเป็นดินแดนคอมมิวนิสต์เก่า พบลูกระเบิดเครื่องบินในสมัยนั้น และหลุมเพาะเป็นคูไว้ตีข้าศึก ปัจจุบันมีแต่ความรกทึบ และเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับชุมชน เช่นการเก็บหาของป่า ลูกเนียง สะตอ เป็นต้น หากแต่การไปในครั้งนี้ผมเตรียมรบกับพายุฝนเต็มร้อยครับ อย่างเสื้อคลุมกันฝนมีหมวก เป้กันฝน หมวกบูนี่ เปลสนาม ยารักษาโรคเต็มอัตราศึก
หลังจากรวมตัวกันที่หมู่บ้าน เราได้คนนำทางเป็นนักรบคอมมินิสต์เก่าร่วมทีม 8 คน และต้องออกเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซต์สวนยาง ย้ำ “มอเตอร์ไซต์สวนยางเท่านั้น” เพราะเส้นทางในระยะแรกต้องผ่านสวนยางพารา เส้นทางเปียก สูงชัน ลื่นมาก ถ้าไม่ชำนาญก็เจ็บตัวไม่น้อย ชาวบ้านมาส่งเราที่ปากทางเข้าป่าลึก คณะเรามีทั้งหมด 8 คน แต่ละคนช่วยกันแบกอาหาร และอุปกรณ์หาปลายามค่ำคืนไปด้วย เป้ของพวกเขาทำจากกระสอบปุ๋ยร้อยด้วยเชือก มันต่างจากพวกคนเมืองอย่างเราที่่ใช้ Lowe Alpine สนามเดินป่า โชว์ความหรูในป่าลึก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะโชว์ให้มูสังตัวไหนมันดูกัน
เราเดินผ่านสภาพป่าที่หลากหลายมาก ขณะที่ฝนก็โปรยลงมาไม่มีท่าทีว่าจะหยุด แต่เชื่อไหมว่าในป่าลึกน้ำฝนไม่ถูกตัวเราเลยแม้แต่น้อย เพราะต้นไม้ใหญ่ปกคลุมหนาแน่นมาก เดินกันสบายๆแต่ก็ต้องหนีทากกันบ้างตามธรรมดา เราหลุดพักค้างที่กระท่อมนายพรานกลางป่าแห่งหนึ่ง ผมรีบจองเสาผูกเปลเป็นคนแรก จัดที่ทางเรียบร้อยก็ได้เวลาหาอาหาร ชาวบ้านเขาแบ่งหน้่าที่ได้เยี่ยมมาก คนหนึ่งไปหาหน่อไม้ อีกคนไปดำปลา อีกคนไปขุดไส้เดือน อีกคนไปหาพริกสด มะละกอดิบ เล่นเอาผมงงไปหมดว่าเขารู้จักป่าเขาดีมากๆ ความจริงคือนายพรานเอาพริกกับมะละกอมาโปรยไว้เป็นอาหารกลางป่า คืออาหารหรูๆที่หาไม่ได้ในป่าลึกไงครับ นี่มันของสวนครัวกันชัดๆ นี่ยังงงไม่หายก็มีพี่คนหนึ่งไปตัดเตยป่ามา 1 ทาง เขาเอามาผ่าซีกแล้วเอาปลาเค็มเสียบ มัดกับเถาวัลย์ ปิ้งจนกลิ่นหอมโชยไปทั่วบริเวณ ขณะที่ฝนก็เล่นงานพวกเราตลอด จนผมรู้สึกอยากไข้ขึ้นมาทันที
ไม่นานนักคนล่าปลามือฉมังก็กลับมา มีปลากดมาด้วยพวงหนึ่ง พ่อครัวหัวป่าก็ชำแหละทำเป็นแกงส้ม(เตรียมเครื่องแกงมาด้วย) มันคือแกงส้มมะละกอครับ แล้วก็ยำปลากระป๋องด้วยพริกกลางป่า(พริกจำเป็น หลอกกันชัดๆ) คุณลองนึกถึงภาพของฝนที่โปรยลงมา เสียงกระทบหลังคา ..แปะ แปะ แปะ แล้วมีกลิ่นหอมของปลาเค็ม กลิ่นส้มของแกงและข้าวร้อนๆ นั่งกินในเปลสนาม พร้อมกระดกเหล้าขาวตบท้าย มันช่างสุดยอดจริงๆ พวกเรานั่งล้อมกองไฟกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย ภายหลังกองไฟนี้กลายเป็นเตาผิงเสื้อผ้าที่เปียกปอนมาทั้งวัน
การมาเที่ยวชมป่าในครั้งนี้ ทำให้ผมเข้าใจการยังชีพในป่าขึ้นพอสมควร อยู่ในป่ากินอะไรก็ได้ กินตรงไหนก็ได้ มีอะไรก็กินแค่นั้น ที่สำคัญในยามค่ำคืนนี้ ผมนอนฟังเสียงจั๊กจั่นร้องระงมลั่นป่า เหมือนหีบเพลงป่าที่กล่อมให้ผมหลับใหลไปด้วยความเหนื่อยเพลีย บ้างตื่นขึ้นมาดูเพื่อนๆที่นอนกอดกลมอยู่ในเปล ใจผมไม่อยากหลับ อยากชื่นชมราตรีนี้ให้มันเต็มอิ่มจริงๆ จะมีสักกี่คนที่นอนชมดาวเดือน มีใบไม้เป็นหลังคา มีหีบเพลงจั๊กจั่น ฟังเสียงฟ้าลั่นร้อง กับกองไฟที่แสนอุ่นเช่นนี้ นี่แหละป่าเขาหลักบ้านผม นี่แค่ปฐมบทน่ะ
โดย เพชร พระนาย


ใส่ความเห็น